๑.คือความไม่ยึดมั่น โดย พุทธทาสภิกขุ
๒.ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต โดย พุทธทาสภิกขุ
๓.ตกนรกไปพลาง ทำงานไปพลาง โดย พุทธทาสภิกขุ
๔.แก่นพุทธศาสน์ โดย พุทธทาสภิกขุ
ตั้งปณิธานไว้ว่าจะพยายามอ่านงานของท่านพุทธทาสให้ได้ครบชุด และสำหรับแก่นพุทธศาสน์ จะพยายามอ่านซ้ำทุกๆ สามปี
๕.เปลือยฝักซามูไร โดย นพพร สุวรรณพานิช ... ปกิณกะความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่น โดยผู้รู้ที่ติดตามและศึกษาสังคมญี่ปุ่นมายาวนาน
๖.หัวใจติดปีก ตีนติดดิน โดย ภาณุ มณีวัฒนกุล

หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่บันทึกการเดินทาง หรือหนังสือนำเที่ยว แต่เป็นการบอกเล่าถึงผู้คนที่ได้พานพบตามถนนหนทางสายต่างๆ ของโลก รวมทั้งเล่าถึงดินแดนต่างชาติ ภาษา วัฒนธรรม โดยปราศจากท่าทีอวดรู้ ทว่านอบน้อมยอมรับในความแตกต่างได้อย่างน่าสนใจ
๗.ฟองเวลา โดย เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
๘.ผ่านพบไม่ผูกพัน โดย เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
๙.วันที่ถอดหมวก โดย เสกสรรค์ ประเสริฐกุล


แฟนหนังสือ อ.เสก คงจะได้ร่วมยินดีที่ถึงวันหนึ่ง "อาจารย์ก็ถอดหมวก" หากอาจารย์มีวิถีปฏิบัติได้จริงจังตามที่เขียนไว้ ก็น่าร่วมยินดีที่อาจารย์จะมีความสุข และปลดพันธนาการบางอย่างที่รุงรังและรั้งชีวิตอาจารย์มายาวนานได้เสียที โดยส่วนตัว ชอบ "ผ่านพบไม่ผูกพัน" เพราะมันพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่พบพาน รวมทั้งร่วมเดินทางด้วยในบางขณะของชีวิตได้อย่างลึกซึ้งและเข้าอกเข้าใจ
ผมอ่านงานของอาจารย์เสกแล้วจะนึกถึง นักเขียนและกวีอีกสองท่าน นั่นคือ คุณธีรภาพ โลหิตกุล และ คุณโกศล กลมกล่อม ทุกท่านต่างใช้ชีวิตและสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของตนเป็นวัตถุดิบในการสร้างชิ้นงาน คุณธีรภาพแปรมันออกมาเป็นบทความสารคดีที่หลายบทหลายตอนนั้นชวนให้บ่อน้ำตาแตกได้มีประสิทธิภาพมากกว่านิยายประโลมโลกย์เสียอีก ส่วนคุณโกศล กวีผู้จากไปไม่กลับก็แปรบทเรียนชีวิตนับแต่วัยหนุ่มออกมาเป็นบทกวี ขณะที่ อ.เสก แปรมันออกมาเป็นความเรียง
ไม่ใช่ชีวิตของทุกคนที่เรียบเรียงออกมาเป็นหนังสือแล้วน่าอ่าน แต่งานทั้งชุดของนักเขียนทั้งสามท่านอยู่ในข่ายที่หลายๆ คนที่สนใจในงานเขียนและการเขียน "ต้อง" อ่าน
๑๐.未来の地図 Mirai no Chizu (Roadmap To Your Future) โดย Hoshino Michio

เป็นหนังสือพิเศษประจำปีของผม เพิ่งได้มาจากการเดินทางไปญี่ปุนครั้งล่าสุดนี้เอง ผมติดตามผลงานของ มิฉิโอะซัง มาสักระยะหนึ่งแล้ว โดยเริ่มตั้งแต่ชุด "ความฝันจากดินแดนทางเหนือ" หนังสือเล่มเล็กพิมพ์สี่สี เล่มที่ ๑-๕ เขาเป็นนักบันทึกภาพธรรมชาติและนักเขียนที่น่าทึ่งมากอีกคนหนึ่ง และสำหรับหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นหลายๆ คน มิฉิโอะซังคือฮีโร่ที่มีชีวิตอยู่จริง
งานของเขาทั้งหมดคือการตามบันทึกภาพธรรมชาติอันยิ่งใหญ่น่ามหัศจรรย์ของอลาสก้า ดินแดนที่วันหนึ่งผมจะไปให้ถึง ไม่เพียงภาพถ่าย แต่ตัวหนังสือของเขาที่ทักทายผู้อ่านราวกับว่าพวกเราได้ไปนั่งฟังเขาเล่าเรื่องให้ฟังอยู่ข้างๆ กองไฟในแคมปิ้งสักแห่งของอลาสก้า
มิฉิโอะซัง เริ่มสนใจเกี่ยวกับอลาสก้าตั้งแต่ยังเรียนอยู่มัธยม เขาตระเวนสะสมหนังสือ รูปภาพ และข้อมูลทั้งหลายจากร้านหนังสือเก่า ในสมัยนั้นยังไม่มีอินเตอร์เน็ตให้ค้นหา ความสนใจของมิฉิโอะซังจึงเรียกร้องพลังความตั้งใจและทุ่มเทอย่างหนัก เขาไม่เพียงสะสมมัน แต่ยังลงมือเขียนจดหมายด้วยภาษาอังกฤษงูๆ ปลาๆ ส่งไปยัง "ผู้ใหญ่บ้าน" ของทุกหนแห่งที่มีชุมชนชาวเอสกิโมตั้งอยู่ อ้อนวอนให้พวกเขารับหนุ่มน้อยจากญี่ปุ่นคนหนึ่งไปทำงานแลกที่พักและอาหารในช่วงฤดูร้อน แต่แล้วจดหมายนั้นก็หายไปพร้อมกับสายลมหนาวของอลาสก้า จนเขาเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัย วันหนึ่งก็มีจดหมายตอบกลับมา และเขาไม่รีรอที่จะเดินทางไกลด้วยวัยเพียงสิบเก้าปี...ไปอลาสก้า
หลังจากการเดินทางครั้งนั้น เขามุมานะกลับมาตั้งใจเรียน เร่งวันคืนให้เรียนจบทำงานได้ เพื่อสะสมเงินทองก้อนหนึ่งให้มากพอจะเป็นพาหนะนำเขาไปปักหลักตั้งรกรากที่นั่น วันคืนผ่านไปพร้อมกับภาพความทรงจำเกี่ยวกับอลาสก้าที่ยังตามหลอนเขาอยู่ สุดท้ายมิฉิโอะก็ได้ไปอลาสก้าสมใจ ไปทั้งๆที่มหาวิทยาลัยยังไม่ตอบรับเขาเข้าเรียนต่อ เพียงเพราะคะแนนภาษาอังกฤษของเขายังไม่ผ่านเกณฑ์ แต่มิฉิโอะไม่ปล่อยให้สิ่งนั้นมาจัดขวางความฝัน เขาเดินทางไปเฝ้าอ้อนวอนศาสตราจารย์รับเขาเข้าศึกษา ทั้งๆที่เขาจบเศรษฐศาสตร์ แต่กลับสมัครเรียนต่อด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เพื่อหวังจะได้ออกสำรวจและบันทึกภาพธรรมชาติ "ผมจำเป็นต้องมาที่นี่ให้ได้ และผมจะไม่เสียเวลารออีกต่อไปเพียงเพราะคะแนนภาษาอังกฤษของผมขาดไปสามสิบคะแนน"
มิฉิโอะซังได้ช่วยเปิดโลกกว้างแห่งอลาสก้าให้ชาวญี่ปุ่นได้รู้จักด้วยหนังสือภาพของเขา ภาพของหมีขั้วโลกสองแม่ลูกเดินเคียงกันไปในทุ่งน้ำแข็ง ฝูงกวางมูสนับพันนับหมื่นอพยพลงใต้ในฤดูหนาว ลูกแมวน้ำนอนเกลือกกลิ้งส่งสายตาแป๋วแหววสู้กล้อง ปรากฏการณ์แสงเหนือออโรร่าโบเรียลีส ฯลฯ
ยี่สิบเจ็ดปีแห่งการปักหลักอยู่ในอลาสก้า ทำงานเก็บเงิน สลับกับออกแคมปิ้งเพื่อบันทึกภาพ เขาเผชิญทุกสภานการณ์ด้วยความทรหดอดทน เสี่ยงอันตรายจากการทำร้ายของสัตว์ รอนแรมอยู่ลำพังนานกว่าสามเดือนในแต่ละทริป บางพื้นที่ต้องเดินเท้าเข้าไป และบางพื้นที่ต้องพายคายักเข้าไปเท่านั้น
แล้ววันหนึ่งชายญี่ปุ่นผู้ตกหลุมรักอลาสก้าก็ต้องจบชีวิตลงที่อลาสก้า เขาถูกหมีแม่ลูกอ่อนพุ่งตรงเข้าทำร้ายขณะกำลังบันทึกภาพลูกของมัน
หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเล่มเดียวที่เขาไม่ได้เขียนขึ้น ไม่มีประโยคทักทายเรียบง่ายเหมือนเล่มก่อน เพราะมันเป็นบทปาฐกถาที่เขาได้รับเกียรติให้ไปพูดกับนักเรียนมัธยมต้น ในโรงเรียนแห่งหนึ่งของมหานครโตเกียว และมันบ่งบอกให้เรารู้ได้แน่ชัดว่าไม่เพียง "ตัวหนังสือ" ของเขาเท่านั้นที่งดงาม แต่ทุกถ้อยคำที่เขาพูดนั้นปราศจากการปั้นแต่งคำสวยๆ แต่สิ่งหนึ่งที่มีอยู่ให้รู้สึกได้อย่างแรงกล้า คือ ความนอบน้อมต่อธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ และความมุ่งมั่นที่จะถ่ายภาพความงดงามเหล่านั้นออกมาให้ได้มากที่สุดจนกว่าชีวิตจะหาไม่
ขอบคุณที่ผลงานและชีวิตของคุณเป็นแรงบันดาลใจให้ใครๆ มากมาย ลาก่อนและหวังใจให้คุณนอนหลับฝันดีอยู่ ณ ดินแดนที่คุณยึดถือมันเป็นบ้านชั่วนิรันดร์
๑๑.ไร้เลือด โดย อเลซซาโดร บาริกโก แปลโดย งามพรรณ เวชชาชีวะ

หลังจากฝากปรากฏการณ์นิยายเล่มบางๆ ทว่าทุบกะโหลกผู้อ่านให้ตะลึงพรึงเพริดไปกับจินตนาการที่ซ่อนอยู่ในประโยคสั้นกระชับ เราก็มีโอกาสได้อ่านงานเรื่องใหม่ของอเลซซานโดร และเหมือนเดิมที่เขาทำให้หน่วยที่เล็กที่กสุดของประโยค นั่นคือ ถ้อยคำ มีพลังสูงสุดในการจูงใจคนอ่าน องก์แรกของเรื่องนั้นแทบจะเป็น real time basis ที่ผู้อ่านหายใจไม่ทั่วท้อง แต่กับองก์สองของเรื่องคือความเรียบเรื่อยที่ส่งผลรุนแรงมากๆ ขณะอ่านจบ
หมายเหตุ ขอบคุณที่เมืองไทยมีนักแปลชื่อ งามพรรณ เวชชาชีวะ เธอเป็นนักแปลที่คู่ควรแก่การแปลงานของ อเลซซานโดรจริงๆ
๑๒.20th Century Boys แก็งนี้มีป่วน เล่ม ๒๒ โดย Urasawa Naoki
๑๓.Pluto เล่ม ๔ โดย Urasawa Naoki
นักเขียนการ์ตูนใจร้าย ที่ทรมานแฟนๆ ให้เฝ้ารอการ์ตูนของเขาอย่างใจจดจ่อ ชอบอารมณ์หวานๆ หม่นๆ หวนหาอดีตในงานของเขามากๆ
๑๔.จิตแจ่มใส ใจเบาสบาย โดย รินใจ ... ติดตามกันมายาวนานตั้งแต่ Life&Family จนมีคนนำมาอัพขึ้นเวปพุทธเพจความเรียงเรียบรื่นที่นำธรรมะมาย่อยใหม่ให้น่อ่าน หลีกเลี่ยงคำบาลีได้ทั้งหมด ทว่าก็ไม่ได้ออกมาเป็น how to จิตวิทยาการมองโลกทางบวกแบบดาดๆ เหมาะในการอ่านคลายความคิดก่อนนอนเพื่อให้หลับลึกโดยไม่จำเป็นต้องฝันดี