essay

2008/Jan/12

ช่วงเดือนที่ผ่านมามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับครอบครัวของผมมากทีเดียว ทั้งนี้เนื่องจากน้องสะใภ้ทั้งสองคนของผมให้กำเนิดเจ้าตัวเล็กในเวลาห่างกันแค่สี่สัปดาห์ ครอบครัวของเราเลยพลอยอลเวงและครื้นเครงในเวลาเดียวกัน

วันแรกที่เด็กหญิงปลายฟ้าลืมตาขึ้นมาดูโลก เป็นวันที่พวกเราตื่นเต้นกันมาก คุณแม่ของปลายฟ้าถูกกักตัวไว้ที่โรงพยาบาลก่อนคลอดถึงสามวัน เพราะมีอาการเบาหวานอ่อนๆ และอาจทำให้รกเสื่อมได้ คุณหมอตัดสินใจหยุดยาช่วยคลายกล้ามเนื้อหน้าท้อง เพื่อให้ร่างกายคุณแม่พร้อมที่ให้กำเนิดทารกน้อยตามธรรมชาติ ล่วงเข้าวันที่สามหนูปลายฟ้าก็เต็มอกเต็มใจออกมาอวดโฉมให้ทุกคนได้ชื่นชม

ความอลเวงเริ่มเมื่อวันแรกที่ปลายฟ้าเดินทางมาถึงบ้าน เหมือนเวลาจะหยุดหมุน ทุกคนในบ้านพุ่งความสนใจมาอยู่ที่เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ทั้งหมด กระทั่งน้องสะใภ้อีกคนซึ่งอุ้มท้องแปดเดือนรอคลอดเป็นรายต่อไปก็ยังอดเห่อมาช่วยเลี้ยงหลานไม่ได้

เด็กหญิงตัวเล็ก .. เล็กกว่าตุ๊กตา กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของพ่อแม่ ย่า ป้า ลุง อาๆ และญาติมิตรอีกกลุ่มใหญ่ เรามีช่วงเวลาดีๆ เป็นความทรงจำร่วมกัน เช่น เช้าแรกที่คุณย่าอาบน้ำให้ปลายฟ้า เช้าแรกที่ทุกคนพาปลายฟ้ามาใส่บาตรหน้าบ้าน ฯลฯ

เวลาเคลื่อนผ่านไป เราเริ่มคุ้นชินกับเสียงร้องไห้ที่มีจังหวะจะโคนไม่เหมือนใคร ตุ๊กตาตัวเล็กจะส่งเสียงอิ๊อ๊ะเล็กน้อยเป็นสัญญาณบอกให้รู้ก่อนว่าตื่นแล้ว และถ้าเปิดมุ้งคลุมเตียงดูเห็นเธอกำลังทำปากจุ๊บจั๊บนั่นแปลว่าจงรีบพาคุณแม่มาให้หนูดูดนมเดี๋ยวนี้ หรือไม่ก็ควรเร่งชงนมอุ่นๆ ให้หนูก่อนที่หนูจะเร่งโวลุ่มเสียงขึ้นระดับสอง และหากไม่ทันใจหนักเข้าก็จงทำใจรับฟังพลังเสียงในระดับสามของคุณเธอได้

หนูน้อยเริ่มกลอกตาไปมา และมีอารมณ์เป็นของตนเองอย่างง่ายๆ เช่น ยิ้มเล็กๆ โชว์แก้มบุ๋มและลักยิ้มเมื่อมีคนเอานิ้วไปเกาเบาๆ ที่ฝ่ามือ สายตาของหนูน้อยงุนงงสงสัยกับสิ่งต่างๆรอบตัว เด็กหญิงตัวเล็กใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการนอนหลับอุตุ ตื่นมากินนม ทิ้งบอมป์ ปล่อยน้ำพุ แล้วก็นอนหลับ

แล้วเช้ามืดของวันหนึ่งว่าที่คุณแม่อีกคนก็ถูกนำส่งโรงพยาบาล เด็กชายภูเขาประสบปัญหาทางเทคนิคนิดหน่อยในช่วงกลับหัวลงในครรภ์ การตีลังกาผิดท่าทำให้หนูน้อยสำลักน้ำคร่ำ หัวใจเต้นอ่อนลง จนทำให้คุณหมอต้องตัดสินใจผ่าตัดนำหนุ่มน้อยออกจากท้องแม่

อาการเห่อหลานคนสาวแรกยังไม่ทันห่างหาย หลานชายคนใหม่ก็เดินทางมาสู่ครอบครัวของเรา คืนแรกที่เด็กชายภูเขากลับมานอนบ้าน หนุ่มน้อยก็สำแดงเดชประลองใจกับคุณพ่อคุณแม่ เพราะภูเขาคุ้นชินกับห้องพักเด็กอ่อนที่โรงพยาบาลซึ่งเปิดไฟนีออน แถมตลอดสามวันแรกของชีวิตคุณพยาบาลยังห่อตัวหนูไว้แน่นด้วยผ้าห่มอุ่น พอต้องมาเจอบรรยากาศห้องนอนที่หรี่ไฟแสงเหลือง แถมต้องจากอ้อมอกคุณแม่ลงนอนเปลลำพัง พ่อหนูเลยร้องไห้เสียห้องแทบแตก ร้อนถึงคุณพ่อต้องหอบหิ้วหนุ่มน้อยไปไหว้พระในห้องพระตอนตีสองเศษ ก่อนจะสิ้นฤทธิ์หลับคาอ้อมแขนอุ่นๆของคุณแม่ตอนเกือบๆ ตีสาม

 หลังจากวันที่ภูเขากลับบ้าน ความอลเวงในยามเช้าเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า เพราะพ่อหนุ่มไม่ชอบการอาบน้ำเอาเสียเลย ตรงข้ามกับพี่สาวที่ปรับตัวได้แล้ว และยินดีให้ความร่วมมือในการอาบน้ำตามปกติทุกเช้า

ก่อนหน้านี้ผมเองเคยคิดว่าเด็กทารกที่ไหนก็เหมือนกัน แต่พอมีหลานตัวจ้อยมาผนึกกำลังยึดหัวหาดในบ้านถึงสองคนจึงได้เรียนรู้ว่าไม่มีอะไรเหมือนกันเลย ธรรมชาติสร้างให้หนูน้อยทั้งสองเกิดมาบนความแตกต่าง 

ภูเขาเป็นเด็กชายใจร้อนตัวจริง เวลาตื่น หิว หรือทำเลอะเทอะ นายตัวดีจะไม่ให้สัญญาณใดๆ ทั้งสิ้น แต่จะส่งเสียงร้องไห้เต็มกำลังจนหน้าแดง ตัวแดงไปหมด ขณะที่ปลายฟ้าซึ่งโตกว่าหนึ่งเดือน พัฒนาการตามช่วงวัยทำให้หนูน้อยเรียนรู้ที่จะไม่ตื่นตกใจเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาไม่เจอใคร ไม่ตกใจที่จะถูกส่งจากมือคุณแม่ไปสู่คุณย่าเวลาช่วยหนูอาบน้ำ และรู้จักกระทั่งยิ้มออกมาเวลาที่ได้รับสัมผัสอุ่นๆจากคนอื่น 

ทุกครั้งที่เห็นหลานสองคนนอนหลับอย่างมีความสุข ผมจะนึกถึงเรื่องเล่าของครูหยุย วัลลภ ตังคณานุรักษ์ เกี่ยวกับเด็กกำพร้าที่บ้านสงเคราะห์เด็กอ่อนแห่งหนึ่ง เด็กๆ เหล่านี้ไม่มีอ้อมแขนของพ่อแม่โอบอุ้มเวลาตื่นนอน หรือร้องไห้จ้า จำนวนพี่เลี้ยงน้อยนิดไม่เพียงพอกับการดูแลเด็กทุกคนอย่างใกล้ชิดในเวลาเดียวกัน เคยมีคนทำการวิจัยแอบสังเกตพฤติกรรมของเด็กๆ เหล่านี้ยามค่ำคืนที่ไม่มีพี่เลี้ยงอยู่

..ภาพที่เห็นทำให้หลายๆ คนต้องน้ำตาซึม หนูน้อยหลายๆคน เอาหัวโขกกับขอบเตียง ไม่ใช่เพื่อความสนุกสนาน แต่เพราะความเจ็บปวดเป็นสัญญาณเดียวที่บ่งบอกให้เด็กน้อยรับรู้ว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่”

ความอบอุ่นถ้าหยิบยื่นให้ตั้งแต่วัยเยาว์ไม่ได้ คนเราก็คงต้องโหยหาไปตลอดชีวิต

การเดินทางมาถึงของเด็กหญิงจากปลายฟ้า และเด็กชายจากภูเขา ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า เด็กๆ เป็นของขวัญพิเศษที่โลกหยิบยื่นให้กับทุกครอบครัว แต่ขณะที่ปลายฟ้าและภูเขานอนหลับสบายในเตียงนอนอันอบอุ่น ยังมี “เด็กๆ จากทุกหนแห่งของโลก” อีกมากมายนักที่ต้องลื่มตาตื่นขึ้นมาแล้วพบเพียงความว่างเปล่า มีแค่เพียงเสียงลมหายใจในความเงียบงันและความเจ็บปวดขณะโขกหัวกระทบขอบเตียงคอยเตือนให้ยังรู้สึกหนาว ร้อน และเจ็บปวดไปกับโลก

ประโยคสุดท้ายของครูหยุย ในวันนั้นสะท้อนกลับมาในความทรงจำ

“รักลูกของเรา ดูแลลูกของเราเท่านั้นไม่พอ เราต้องช่วยกันดูแลเด็กๆ คนอื่นๆ อีกด้วย เราดูแลลูกเรามาดี แต่ปล่อยให้เด็กคนอื่นถูกทิ้งขว้าง และโดนทำร้าย อย่าลืมว่าพวกเขาหนีกันไม่พ้น ต้องเติบโตขึ้นมาอยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน การที่เราละเลยเด็กๆ คนอื่นๆ ก็เท่ากับเรากำลังทำร้ายลูกหลานของตัวเราเอง”

วันนี้เราได้โอบกอด “เด็กๆ ของโลก” ที่อยู่ใกล้ตัวเราแล้วหรือยัง

 

.....................................

โดย blue

พิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสารไอน้ำ ฉบับที่ ๖ (๒๕๔๙)

 

หมายเหตุ (อีกนิด)

ณ วันนี้ ปลายฟ้า อายุได้หนึ่งขวบครึ่งแล้วครับเมื่อเย็นเพิ่งจักรยานล้มพร้อมคุณป้า โซ่จักรยานหลุด และไหล่คุณป้าหลุด แต่ปลายฟ้าไม่เจ็บอะไร ส่วนหนึ่งเพราะป้าคว้าตัวไว้เลยเจ็บแทนไปเสียได้ สาวน้อยกำลังหัดพูด และช่างพูดอย่างมาก

ส่วนภูเขา บ่ายนี้ไปดูม้าแคระและเที่ยววันเด็กที่ห้างสรรพสินค้าใกล้บ้านมา ฟันขึ้นหกซี่แล้ว และทำท่าว่ากำลังจะขึ้นอีกสองซี่ สิ่งที่ภูเขาชอบที่สุดคือการกดปุ่มทุกอย่างที่มีในบ้าน ตั้งแต่ปุ่มพัดลม แป้นคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นดีวีดี

แถมรูปสองพี่น้องให้ดูกันหน่อย (คุณลุงเห่อมากอย่างไม่ปิดบัง)